ทองคำโลกปิดลดลง 13.61 ดอลลาร์สู่ 4,160.79 ดอลลาร์ นักลงทุนรอตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ และประเมินทิศทางดอกเบี้ยเฟด

ราคาทองคำโลกปรับฐานลงมาเคลื่อนไหวใกล้ 4,150 ดอลลาร์ หลังขึ้นเหนือ 4,200 ดอลลาร์ในวันจันทร์ โดยปิดที่ 4,160.79 ดอลลาร์ ลดลง 13.61 ดอลลาร์ หรือ 0.33% ขณะที่ราคาปัจจุบันอยู่แถว 4,157.03 ดอลลาร์ สัญญาทองคำตลาดโคเม็กซ์ส่งมอบเดือนธันวาคมปิดที่ 4,177.30 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ลดลง 13.30 ดอลลาร์ หรือ 0.32% ส่วนเงินปิดที่ 59.16 ดอลลาร์ ลดลง 1.11 ดอลลาร์ หรือ 1.84% และเคลื่อนไหวล่าสุดใกล้ 59.09 ดอลลาร์ ตลาดจับตาตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ ในวันที่ 14 ตุลาคม และการแสดงความเห็นของเควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ในวันที่ 16 ตุลาคม เพื่อประเมินแนวโน้มเงินเฟ้อและทิศทางดอกเบี้ยก่อนการประชุมวันที่ 27–28 ตุลาคม เครื่องมือประเมินของตลาดให้น้ำหนักโอกาสขึ้นดอกเบี้ยในเดือนตุลาคมที่ 19% และเดือนธันวาคมที่ 88% ขณะที่สถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซยังส่งผลสองด้าน โดยหนุนแรงซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย แต่เพิ่มความเสี่ยงเงินเฟ้อผ่านราคาน้ำมัน กองทุนทองคำเอสพีดีอาร์ขายทองคำออก 1.22 ตันในวันก่อนหน้า เหลือการถือครอง 1,054.20 ตัน เดือนตุลาคมขายสุทธิแล้ว 5.48 ตัน และนับตั้งแต่ต้นปีขายสุทธิ 20.07 ตัน อินเวสโกยังมองทองคำในไตรมาส 4 ปี 2026 เป็นบวกในระยะยาว แต่ระยะสั้นอาจผันผวนจากเงินเฟ้อระดับสูง ความเสี่ยงที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่อาจสูงขึ้นจากความกังวลเรื่องหนี้รัฐบาลสหรัฐฯ ด้านแบงก์ ออฟ อเมริกาคาดราคาทองคำเฉลี่ยไตรมาส 4 ปี 2026 ที่ 4,000 ดอลลาร์ และปี 2027 ที่ 4,813 ดอลลาร์ ธนาคารกลางคาซัคสถานเตรียมขายทองคำสำรองบางส่วนภายในสิ้นปี 2026 หลังทองคำเพิ่มสัดส่วนเป็น 78% ของทุนสำรองทั้งหมด หรือราว 386 ตัน โดยตั้งเป้าลดสัดส่วนเหลือ 75% เพื่อกระจายความเสี่ยงและรักษาสภาพคล่อง ขณะที่คาซัคสถานมียอดซื้อทองคำสุทธิสะสม 36 ตันในช่วง 8 เดือนแรกของปี ด้านเจฟฟรีย์ คริสเตียน จากซีพีเอ็ม กรุ๊ป ประเมินว่าทองคำและเงินอาจถูกขายทำกำไรในระยะสั้นก่อนฟื้นตัวในอีกไม่กี่สัปดาห์ โดยทองคำอาจมีแรงซื้อบริเวณ 3,800–4,000 ดอลลาร์ ส่วนเงินมีความเสี่ยงลงทดสอบ 54.50 ดอลลาร์ ตลาดยังติดตามการเลือกตั้งสหรัฐฯ วันที่ 3 พฤศจิกายน รวมถึงแรงกดดันจากผลตอบแทนพันธบัตรที่แท้จริงและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระดับสูง ดัชนีดอลลาร์ปิดลดลง 0.35 จุด หรือ 0.34% สู่ 102.22 จุด และเคลื่อนไหวล่าสุดใกล้ 102.17 จุด อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปีลดลง 0.02% เหลือ 5.572% อายุ 10 ปีลดลง 0.01% เหลือ 5.223% ส่วนอายุ 2 ปีทรงตัวที่ 4.797% ทำให้ส่วนต่างระหว่างอายุ 10 ปีกับ 2 ปีอยู่ที่ 0.43% ซูซาน คอลลินส์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขาบอสตันมองว่าอาจจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งก่อนสิ้นปี 2026 เพื่อควบคุมเงินเฟ้อให้กลับสู่เป้าหมาย 2% โดยเศรษฐกิจและตลาดแรงงานยังแข็งแกร่ง ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดลบเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม โดยหุ้นกลุ่มชิปลดลงและนักลงทุนประเมินผลประกอบการธนาคารขนาดใหญ่ที่ออกมาผสมผสาน ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 51,670.10 จุด ลดลง 180.45 จุด หรือ 0.35% ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ปิดที่ 7,805.45 จุด ลดลง 1.79 จุด หรือ 0.02% และดัชนีแนสแด็กปิดที่ 27,204.38 จุด ลดลง 41.52 จุด หรือ 0.15% ด้านน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสปิดเพิ่มขึ้น 0.40 ดอลลาร์ หรือ 0.43% ที่ 94.14 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบเบรนท์ลดลง 0.96 ดอลลาร์ หรือ 0.9% ที่ 105.69 ดอลลาร์ ท่ามกลางแรงหนุนจากความเสี่ยงอุปทานสะดุดหลังเหตุโจมตีในซาอุดีอาระเบียและเยเมน และแรงกดดันจากข้อตกลงส่งออกน้ำมันดีเซลระหว่างสหรัฐฯ กับรัสเซีย สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่าอิหร่านเริ่มใช้แนวทางใหม่โจมตีเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูง 2 รายระบุว่าเป้าหมายคือขัดขวางความพยายามของสหรัฐฯ ในการลดราคาน้ำมันโลกและเพิ่มแรงกดดันก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมเดือนพฤศจิกายน ช่วง 48 ชั่วโมงมีรายงานเหตุเกี่ยวกับเรือบรรทุกน้ำมันและเรือพาณิชย์อย่างน้อย 5 ครั้ง รวมถึงการโจมตีด้วยอากาศยานไร้คนขับ และมีการขยายพื้นที่ปฏิบัติการไปยังอ่าวโอมานกับน่านน้ำใกล้กาตาร์และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แม้โดนัลด์ ทรัมป์ระบุว่าจะยังไม่โจมตีอิหร่านเพิ่มเติมก่อนการเลือกตั้ง กองทุนการเงินระหว่างประเทศปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปี 2026 เป็น 3.1% จาก 3.0% และคาดปี 2027 ขยายตัว 3.4% ส่วนเศรษฐกิจไทยปี 2026 ถูกปรับเพิ่มเป็น 2.1% จาก 1.9% และปี 2027 คาดเติบโต 2.1% แต่ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอาเซียนที่ 4.4% ในปี 2026 ด้านเงินบาทเปิดตลาดวันที่ 14 ตุลาคมที่ 33.55 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าจากระดับปิดวันที่ 12 ตุลาคมที่ 33.62 บาทต่อดอลลาร์