ทองคำปิดบวกหลังดอลลาร์และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐลดลง โดยราคาตลาดโลกแตะ 4,341.84 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 1.92%

ราคาทองคำปิดบวกในการซื้อขายวันที่ 17 กันยายน โดยระหว่างวันขึ้นไปแตะบริเวณ 4,380 ดอลลาร์ และเช้าวันที่ 18 กันยายนยังยืนเหนือ 4,350 ดอลลาร์ แรงหนุนมาจากดอลลาร์ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ และราคาน้ำมันที่อ่อนตัวลงพร้อมกัน หลังความกังวลด้านอุปทานน้ำมันลดลงจากการที่ซาอุดีอาระเบียเพิ่มการส่งน้ำมันดิบไปยังเอเชียผ่านโอมาน ขณะที่ตลาดคาดว่าท่อส่งน้ำมันอีสต์-เวสต์อาจกลับมาใช้งานได้เร็วกว่าที่กังวล ซึ่งช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ดัชนีดอลลาร์ปรับตัวลงแตะจุดต่ำสุดที่ 100.02 จุด ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีลดลงจากบริเวณ 5.01% มาอยู่ใกล้ 4.93% ช่วยลดต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองทองคำและหนุนแรงซื้อกลับ อย่างไรก็ตาม ตลาดยังติดตามทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ หลังมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยและส่งสัญญาณว่าอาจขึ้นอีก โดยเครื่องมือซีเอ็มอี เฟดวอตช์ประเมินโอกาสราว 54% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในเดือนตุลาคม ซึ่งยังเป็นแรงกดดันทองคำในระยะสั้น สัญญาทองคำตลาดโคเม็กซ์ส่งมอบเดือนธันวาคมเพิ่มขึ้น 12.20 ดอลลาร์ หรือ 0.28% ปิดที่ 4,399.70 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ส่วนราคาทองคำตลาดโลกเพิ่มขึ้น 81.75 ดอลลาร์ หรือ 1.92% ปิดที่ 4,341.84 ดอลลาร์ ขณะที่ราคาปัจจุบันอยู่บริเวณ 4,360 ดอลลาร์ ด้านราคาโลหะเงินเพิ่มขึ้น 2.22 ดอลลาร์ หรือ 3.52% ปิดที่ 65.19 ดอลลาร์ และเคลื่อนไหวอยู่ใกล้ 65.74 ดอลลาร์ กองทุนทองคำเอสพีดีอาร์ซื้อทองคำเพิ่ม 0.86 ตันในวันก่อนหน้า ทำให้มีทองคำในครอบครอง 1,052.84 ตัน โดยเดือนกันยายนซื้อสุทธิ 10.49 ตัน แต่ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันยังขายสุทธิ 19.16 ตัน ขณะที่ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของมอร์ตัน เวลธ์มองว่าทองคำยังเหมาะเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงมากกว่าพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี เนื่องจากตลาดยังเผชิญความเสี่ยงจากหนี้และการขาดดุลการคลังของสหรัฐ ต้นทุนดอกเบี้ยที่สูงขึ้น และความเชื่อมั่นต่อดอลลาร์ในระยะยาว ซึ่งอาจสนับสนุนบทบาทของทองคำหากตลาดพันธบัตรสูญเสียความเชื่อมั่น ข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญระบุว่า ดัชนีภาคการผลิตเขตฟิลาเดลเฟียอยู่ที่ 37.8 สูงกว่าคาดการณ์ 31.3 แต่ลดลงจากครั้งก่อนที่ 47.4 ขณะที่ยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานอยู่ที่ 196,000 ราย ต่ำกว่าคาดการณ์ 207,000 ราย และต่ำกว่าครั้งก่อนที่ 206,000 ราย ดัชนีดอลลาร์ปิดลดลง 0.03 จุด หรือ 0.03% มาอยู่ที่ 100.24 จุด และล่าสุดอยู่บริเวณ 100.22 จุด ส่วนผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 30 ปีลดลง 0.05% สู่ 5.289% อายุ 10 ปีลดลง 0.06% สู่ 4.939% และอายุ 2 ปีลดลง 0.04% สู่ 4.677% โดยส่วนต่างผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีกับ 2 ปีอยู่ที่ 0.26% อินเดียซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐสุทธิ 15.2 พันล้านดอลลาร์ในเดือนกรกฎาคม สูงสุดเป็นประวัติการณ์ เพิ่มจาก 3.39 พันล้านดอลลาร์ในเดือนมิถุนายน โดยแรงซื้อได้รับปัจจัยหนุนจากเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้าสู่อินเดียผ่านมาตรการพิเศษของธนาคารกลางอินเดีย ส่งผลให้การถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐของอินเดียสูงสุดในรอบ 10 เดือน ด้านธนาคารกลางอังกฤษมีมติ 6 ต่อ 3 ให้คงดอกเบี้ยที่ 3.75% พร้อมระงับการขายพันธบัตรรัฐบาลอังกฤษเป็นเวลา 6 เดือน และยุติการขายพันธบัตรระยะยาว หลังผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปีพุ่งแตะ 5.96% สูงสุดนับตั้งแต่ปี 1998 อย่างไรก็ตาม หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อและผลักดันเงินเฟ้อสูงขึ้น อาจต้องกลับมาใช้นโยบายเข้มงวดอีกครั้ง ขณะที่ตลาดจับตาธนาคารกลางญี่ปุ่น ซึ่งมีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ย 0.25% สู่ 1.25% ตลาดหุ้นสหรัฐปิดบวก โดยได้แรงหนุนจากราคาน้ำมันและผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่ลดลง ซึ่งช่วยคลายความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและต้นทุนทางการเงิน ดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 316.14 จุด หรือ 0.61% ปิดที่ 51,778.04 จุด ดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 85.95 จุด หรือ 1.14% ปิดที่ 7,637.76 จุด และดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 439.87 จุด หรือ 1.69% ปิดที่ 26,418.30 จุด ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสลดลง 52 เซนต์ หรือ 0.51% ปิดที่ 101.91 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และน้ำมันดิบเบรนต์ลดลง 1.01 ดอลลาร์ หรือ 0.95% ปิดที่ 104.82 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดนัลด์ ทรัมป์ยังผลักดันให้นาโตเพิ่มภาระด้านกลาโหมของยุโรป พร้อมทบทวนกำลังทหารสหรัฐในยุโรป ซึ่งปัจจุบันมีทหารและบุคลากรมากกว่า 81,000 นาย ความไม่แน่นอนดังกล่าวทำให้ยุโรปเร่งเพิ่มงบกลาโหมและกระจายการจัดซื้ออาวุธ โดยมีอย่างน้อย 8 ประเทศเริ่มลดการพึ่งพาอาวุธจากสหรัฐ ขณะที่นาโตเร่งพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อรับมือสงครามรูปแบบใหม่ จีนยังขอให้อิหร่านช่วยควบคุมกลุ่มฮูตี หลังซาอุดีอาระเบียร้องขอความช่วยเหลือจากจีน เนื่องจากความเคลื่อนไหวของฮูตีในทะเลแดงและช่องแคบบับเอลมันเดบเพิ่มความเสี่ยงต่อเส้นทางพลังงานสำคัญของจีน แต่อิหร่านระบุว่าเสถียรภาพในภูมิภาคขึ้นอยู่กับการยุติสงครามกับสหรัฐและอิสราเอล และยังไม่มีความชัดเจนว่าจะตอบรับคำขอดังกล่าวหรือไม่ ด้านค่าเงินบาทเปิดตลาดที่ 33.26 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าจากราคาปิดวันก่อนที่ 33.36 บาทต่อดอลลาร์ โดยคาดกรอบการเคลื่อนไหวไว้ที่ 33.15-33.45 บาทต่อดอลลาร์