ทองคำตลาดโลกร่วง 31.54 ดอลลาร์ปิดที่ 4,263.85 ดอลลาร์ หลังเฟดขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ขณะที่ดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ปรับขึ้น

ราคาทองคำตลาดโลกเผชิญแรงขายร่วงกว่า 130 ดอลลาร์ แตะจุดต่ำสุดใหม่บริเวณ 4,235 ดอลลาร์ ก่อนมีแรงซื้อกลับ หลังธนาคารกลางสหรัฐฯ มีมติเอกฉันท์ 12 ต่อ 0 ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% สู่กรอบ 3.75-4.00% ซึ่งเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2023 เพื่อควบคุมเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ เควิน วอร์ช ระบุว่าแรงกดดันเงินเฟ้อพื้นฐานยังไม่ชะลอตัวอย่างชัดเจน และการขึ้นดอกเบี้ยมีเป้าหมายป้องกันไม่ให้แรงกดดันด้านพลังงานลุกลามไปยังราคาสินค้าและบริการในวงกว้าง แม้ธนาคารกลางจะควบคุมราคาน้ำมันและอาหารโดยตรงไม่ได้ ตลาดตอบรับท่าทีเข้มงวดของธนาคารกลางสหรัฐฯ ด้วยการส่งดัชนีดอลลาร์ขึ้นเหนือระดับ 100 จุด และทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีปิดที่ 4.996% เพิ่มขึ้น 0.01 จุด ขณะที่อายุ 2 ปีอยู่ที่ 4.722% เพิ่มขึ้น 0.06 จุด ส่วนต่างผลตอบแทนอยู่ที่ 0.28% โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีเคยขึ้นไปปิดบริเวณ 5.01% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 ขณะที่พันธบัตรอายุ 2 ปีได้รับแรงหนุนจากความคาดหมายว่าอาจมีการขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมก่อนสิ้นปี สัญญาทองคำตลาดโคเม็กซ์ส่งมอบเดือนธันวาคมเพิ่มขึ้น 54.70 ดอลลาร์ หรือ 1.26% ปิดที่ 4,387.50 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อย่างไรก็ตาม ราคาทองคำตลาดโลกปิดลดลง 31.54 ดอลลาร์ หรือ 0.73% สู่ระดับ 4,263.85 ดอลลาร์ และราคาปัจจุบันอยู่บริเวณ 4,307.23 ดอลลาร์ ขณะที่ราคาโลหะเงินปิดลดลง 0.70 ดอลลาร์ หรือ 1.09% สู่ระดับ 62.98 ดอลลาร์ และราคาปัจจุบันอยู่บริเวณ 63.91 ดอลลาร์ กองทุนทองคำเอสพีดีอาร์ซื้อทองคำเพิ่ม 1.71 ตันในวันก่อนหน้า ทำให้ถือครอง 1,051.99 ตัน เดือนกันยายนซื้อสุทธิ 9.63 ตัน แต่ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันยังขายสุทธิ 20.02 ตัน นักวิเคราะห์จากคิทโกมองว่า ทองคำอาจยังอ่อนตัวในระยะสั้น แต่แนวโน้มระยะกลางถึงยาวยังเป็นขาขึ้น หากราคาปิดรายวันยืนเหนือ 4,300 ดอลลาร์ได้ มีโอกาสกลับขึ้นทดสอบ 4,400 และ 4,755 ดอลลาร์ แต่หากหลุดระดับดังกล่าว แนวรับระยะยาวถัดไปอยู่บริเวณ 4,010 ดอลลาร์ รายงานคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยของเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ระบุว่า 16 จาก 18 รายคาดว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปีนี้ โดยการเปลี่ยนท่าทีครั้งนี้มีปัจจัยจากเศรษฐกิจและตลาดแรงงานที่แข็งแกร่ง เงินเฟ้อช่วงฤดูร้อนที่สูงกว่าระดับต้องการ และความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น ธนาคารกลางสหรัฐฯ ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจปี 2026 โดยคาดผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศขยายตัว 2.3% อัตราว่างงานอยู่ที่ 4.1% อัตราเงินเฟ้อรายจ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลอยู่ที่ 3.7% และเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 3.4% พร้อมคาดว่าเงินเฟ้อจะทยอยลดลงสู่เป้าหมาย 2% ในปี 2029 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เรียกร้องให้ลดดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วและเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยควรอยู่ที่ 1% หรือต่ำกว่า ขณะที่วอร์ชย้ำถึงความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐฯ และมองว่าผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้นสะท้อนเศรษฐกิจ การลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์และศูนย์ข้อมูลที่ใช้เงินทุนสูง รวมถึงความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ มากกว่าความกังวลต่อความน่าเชื่อถือของธนาคารกลาง มุมมองนี้สอดคล้องกับประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขานิวยอร์ก จอห์น วิลเลียมส์ ตลาดประเมินการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ วันที่ 28 ตุลาคมว่า มีโอกาสคงดอกเบี้ยที่กรอบ 3.75-4.00% ราว 50.2% และขึ้นอีก 0.25% สู่กรอบ 4.00-4.25% ราว 49.8% ส่วนการประชุมวันที่ 9 ธันวาคม มีการให้น้ำหนัก 50% ต่อการขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% ด้านตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยอดค้าปลีกพื้นฐานเพิ่มขึ้น 1.4% สูงกว่าคาดการณ์ 0.6% และครั้งก่อนที่ลดลง 0.2% ขณะที่ยอดค้าปลีกเพิ่มขึ้น 1.2% สูงกว่าคาดการณ์ 0.8% และครั้งก่อนที่ลดลง 0.5% ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 51,461.90 จุด ลดลง 631.21 จุด หรือ 1.21% ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ปิดที่ 7,551.81 จุด ลดลง 33.92 จุด หรือ 0.45% และดัชนีแนสแด็กปิดที่ 25,978.42 จุด ลดลง 3.15 จุด หรือ 0.01% โดยตลาดกังวลการขึ้นดอกเบี้ยและสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมเพื่อรับมือเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นท่ามกลางสงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ เงินเฟ้อสหราชอาณาจักรเดือนสิงหาคมเร่งตัวจากแรงกดดันด้านพลังงาน ตลาดจึงคาดว่าธนาคารกลางอังกฤษจะคงดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 17 กันยายน แต่ยังให้น้ำหนัก 75% ต่อการขึ้นดอกเบี้ยรวม 2 ครั้งภายในสิ้นปี 2026 หากต้นทุนพลังงานและแรงกดดันด้านราคาผู้ผลิตยังสูง ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าธนาคารกลางญี่ปุ่นอาจขึ้นดอกเบี้ย 0.25% สู่ 1.25% จากเงินเฟ้อ ค่าจ้าง และแรงกดดันจากสหรัฐฯ โดย 61% คาดว่าเงินเยนจะเคลื่อนไหวที่ 155-160 เยนต่อดอลลาร์ในเดือนหน้า ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลง หลังซาอุดีอาระเบียเสนอจัดส่งน้ำมันเพิ่มเติมผ่านโอมาน ช่วยลดความกังวลเรื่องอุปทานหยุดชะงักในตะวันออกกลาง และสหรัฐฯ รายงานสต็อกน้ำมันดิบลดลงน้อยกว่าคาด น้ำมันดิบเวสต์เทกซัสส่งมอบเดือนตุลาคมลดลง 3.40 ดอลลาร์ หรือ 3.21% ปิดที่ 102.43 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบเบรนต์ส่งมอบเดือนพฤศจิกายนลดลง 2.92 ดอลลาร์ หรือ 2.69% ปิดที่ 105.83 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ด้านสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ผ่านร่างกฎหมายเพิ่มแรงกดดันต่อรัสเซีย ครอบคลุมภาคการเงิน พลังงาน และเครือข่ายเรือบรรทุกน้ำมัน พร้อมเปิดทางให้ประธานาธิบดีเรียกเก็บภาษีสูงสุด 100% จากประเทศรายใหญ่ที่ซื้อน้ำมันหรือก๊าซจากรัสเซีย และต่ออายุกฎหมายคว่ำบาตรอิหร่านอีก 5 ปี ส่วนเงินบาทเปิดตลาดที่ 33.39 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าจากระดับปิดวันก่อนที่ 33.28 บาท โดยคาดกรอบเคลื่อนไหววันนี้ที่ 33.25-33.50 บาทต่อดอลลาร์