ราคาทองคำฟื้น 19.15 ดอลลาร์ หรือ 0.48% สู่ระดับ 4,017 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จากแรงซื้อกลับและบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10 ปีที่ปรับลดลง
ราคาทองคำฟื้นตัวกลับมายืนเหนือระดับ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้อีกครั้งในวันจันทร์ หลังจากร่วงลงอย่างหนักในสัปดาห์ก่อน โดยได้แรงหนุนจากแรงซื้อกลับและการปรับลดลงของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี สู่ระดับต่ำกว่า 4.98% ขณะที่ราคาน้ำมันปรับลดลงเล็กน้อย หลังเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากซาอุดีอาระเบีย ตุรกี และปากีสถาน เดินทางเยือนอิหร่านเพื่อหารือเรื่องการลดความตึงเครียด ซึ่งช่วยคลายความกังวลด้านเงินเฟ้อ อย่างไรก็ตาม ความคาดหวังว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยยังจำกัดการฟื้นตัวของทองคำ โดยเครื่องมือ FedWatch ให้น้ำหนัก 90.6% ว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันพุธ และ 81.5% ว่าจะขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ในเดือนธันวาคม ขณะที่ตลาดรอติดตามตัวเลขเงินเฟ้อ PCE ในวันที่ 29 ตุลาคม และการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ วันที่ 3 พฤศจิกายน ราคาทองคำตลาดโลกปิดปรับตัวขึ้น 19.15 ดอลลาร์ หรือ 0.48% มาอยู่ที่ระดับ 4,017 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ราคาปัจจุบันอยู่บริเวณ 4,008 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ส่วนสัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือนธันวาคม เพิ่มขึ้น 30.50 ดอลลาร์ หรือ 0.76% ปิดที่ 4,038.40 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ด้านราคาเงิน (Silver) ปิดปรับตัวลดลง 0.2 ดอลลาร์ หรือ 0.36% มาอยู่ที่ระดับ 53.96 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยราคาปัจจุบันอยู่บริเวณ 54.1 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สำหรับกองทุนทองคำ SPDR ในวันก่อนหน้าขายออก 0.85 ตัน ปัจจุบันถือครองที่ 1,040.80 ตัน ภาพรวมเดือนตุลาคมขายออก 16.59 ตัน และตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันขายสุทธิ 31.18 ตัน นักกลยุทธ์จาก U.S. Bank Wealth Management ให้มุมมองผ่าน Kitco News ว่า ราคาทองคำยังเผชิญแรงกดดัน แม้จะปรับตัวลงอย่างมากจากจุดสูงสุดในช่วงต้นปี โดยมองว่าการฟื้นตัวกลับสู่ระดับ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จำเป็นต้องอาศัยการยุติสงครามอิหร่านและการกลับเข้าสู่ภาวะปกติของตลาดพลังงานโลก นอกจากนี้ยังคาดว่าเฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในเดือนธันวาคม และเดือนมีนาคม 2570 ซึ่งอาจช่วยพยุงค่าเงินดอลลาร์และกดดันราคาทองคำต่อเนื่อง ด้าน Roukaya Ibrahim จาก BCA Research มองว่า ทองคำที่ต่ำกว่า 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์เริ่มเข้าสู่ภาวะขายมากเกินไป (Oversold) และมีโอกาสฟื้นตัวทางเทคนิค แต่เงินเฟ้อที่สูงและดัชนีดอลลาร์ที่แข็งแกร่งยังจำกัดการปรับขึ้น โดยคาดว่าราคาจะเคลื่อนไหวในกรอบจนถึงสิ้นปี และอาจฟื้นตัวในต้นปี 2027 หากเงินเฟ้อชะลอลงและดัชนีดอลลาร์อ่อนค่า ทั้งนี้ ระดับ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์เป็นแนวรับสำคัญ หากหลุดลงไปอาจเผชิญแรงขายเพิ่มเติม ในตลาดค่าเงิน ดัชนีดอลลาร์ปิดปรับตัวขึ้น 0.25 จุด หรือ 0.25% มาอยู่ที่ระดับ 102.03 จุด ปัจจุบันอยู่บริเวณ 102.1 จุด อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี ปิดปรับตัวลง 1.0 bps หรือ 0.19% มาอยู่ที่ระดับ 5.305% ขณะที่อายุ 10 ปี ปรับตัวลง 0.2 bps หรือ 0.04% มาอยู่ที่ระดับ 4.988% ส่วนอายุ 2 ปี ปรับตัวขึ้น 3.2 bps หรือ 0.68% มาอยู่ที่ระดับ 4.72% โดยส่วนต่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปี มากกว่า 2 ปี อยู่ที่ 0.27% ขณะที่ผลสำรวจของ CNBC จากนักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ตรงกันว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะคงอัตราดอกเบี้ยที่ 1.25% ในการประชุมวันที่ 30 ตุลาคม หลังจากปรับขึ้นดอกเบี้ยเมื่อเดือนก่อนสู่ระดับสูงสุดในรอบ 31 ปี แต่ผู้ตอบแบบสำรวจทั้งหมดคาดว่า BOJ จะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในเดือนธันวาคมหรือมกราคมปีหน้า ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกในวันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม โดยดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 52,361.58 จุด เพิ่มขึ้น 146.42 จุด หรือ 0.28% ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,676.77 จุด เพิ่มขึ้น 53.09 จุด หรือ 0.70% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 26,169.38 จุด เพิ่มขึ้น 214.04 จุด หรือ 0.82% หลังบริษัท Anthropic สตาร์ตอัปด้านปัญญาประดิษฐ์รายใหญ่ของสหรัฐฯ ยื่นเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ซึ่งช่วยฟื้นความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อหุ้นกลุ่ม AI ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ส่งมอบเดือนธันวาคม ลดลง 1.51 ดอลลาร์ หรือ 1.46% ปิดที่ 101.76 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังมีรายงานว่าซาอุดีอาระเบียเจรจากับอิหร่านเพื่อลดความตึงเครียดในตะวันออกกลาง อย่างไรก็ตาม การที่กลุ่มฮูตีซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านโจมตีซาอุดีอาระเบียซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ ยังทำให้นักลงทุนระมัดระวังการซื้อขายและราคาน้ำมันยังเคลื่อนไหวในระดับสูง ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ส่งมอบเดือนธันวาคม ลดลง 91 เซนต์ หรือ 0.78% ปิดที่ 115.81 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ซาอุดีอาระเบียเตรียมจัดเก็บน้ำมันดิบในคลังใต้ดินของสิงคโปร์ตั้งแต่ครึ่งหลังปี 2027 เพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงานในเอเชีย หลังสงครามอิหร่านกระทบการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยคลังดังกล่าวมีความจุสูงสุดราว 9 ล้านบาร์เรล ซึ่งจะเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดส่งและลดความเสี่ยงจากการหยุดชะงักของอุปทาน ทั้งนี้ ซาอุดีอาระเบียมีการจัดเก็บน้ำมันสำรองในญี่ปุ่นและเกาหลีใต้อยู่แล้ว ส่วน CNBC รายงานว่า จีนและรัสเซียตกลงขยายความร่วมมือด้านการขนส่งผ่านทะเลอาร์กติก เพื่อเพิ่มการส่งออกพลังงานสู่เอเชียและลดการพึ่งพาคลองสุเอซ ขณะที่สหภาพยุโรปเตรียมพัฒนาเส้นทางขนส่งและโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาคเพื่อแข่งขัน แต่ยังเผชิญข้อจำกัดด้านต้นทุนและสภาพน้ำแข็ง ด้านการเมือง CNN รายงานเมื่อวันอังคารที่ 26 ตุลาคมว่า ซาอุดีอาระเบีย ตุรกี และปากีสถาน ส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงเดินทางเยือนอิหร่านเพื่อหารือลดความตึงเครียดและป้องกันการปะทุของสงครามรอบใหม่ ท่ามกลางความกังวลว่าสหรัฐฯ และอิสราเอลอาจกลับมาโจมตีอิหร่านหลังการเลือกตั้งกลางเทอม โดยทั้ง 4 ประเทศตกลงเดินหน้าการเจรจาและส่งเสริมความร่วมมือด้านความมั่นคง แต่นักวิเคราะห์มองว่าการหารือยังไม่น่าบรรลุข้อตกลงสำคัญ เนื่องจากอิหร่านต้องการหลักประกันว่าจะไม่ถูกโจมตีอีก ขณะที่ประเทศตัวกลางอาจไม่มีอิทธิพลเพียงพอต่อการตัดสินใจของสหรัฐฯ ขณะเดียวกัน CNN รายงานว่า กองทัพสหรัฐฯ เตรียมพร้อมเปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่ภายใน 96 ชั่วโมงหลังได้รับคำสั่งจากประธานาธิบดีทรัมป์ โดยมีการเสริมกำลังทหารและกำหนดเป้าหมายทั้งฐานทัพ โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน และโรงงานนิวเคลียร์ อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยังไม่ตัดสินใจขั้นสุดท้าย และอาจมีคำสั่งหลังการเลือกตั้งกลางเทอมวันที่ 3 พฤศจิกายน สำหรับเศรษฐกิจไทย นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า เงินบาทเปิดตลาดเช้านี้ที่ระดับ 33.77 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยจากราคาปิดวันก่อนหน้าที่ 33.80 บาทต่อดอลลาร์ โดยกรอบการเคลื่อนไหววันนี้อยู่ที่ 33.65 ถึง 33.85 บาทต่อดอลลาร์ทองคำดีดกลับเหนือ 4,000 ดอลลาร์ จับตาเฟดและตัวเลข PCE
ทองสด